Posts RSS Comments RSS 20 Posts and 2 Comments till now

กบเลือก(ตั้ง) นาย

กบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่มีความสุขสบายตามอัตภาพ ภายใต้การดูแลของเทพเจ้าผู้รักษาป่า อยู่ต่อมาพวกกบต่างปรึกษากันว่าอยากจะมีผู้นำ เพราะเห็นว่ามนุษย์เขาก็มีผู้นำกันได้ ครั้นมีความคิดเห็นตรงกันบรรดากบทั้งหลายจึงร้องขอไปยังเทพเจ้า ขอให้ช่วยส่งผู้นำที่มีความสามารถลงมาปกครองพวกตน

เดิมทีเทพเจ้าเองก็ยินดีจะส่งผู้นำลงมาให้ หากไม่มีกบหัวหมอกลุ่มหนึ่งเสนอว่าจะขอเลือกผู้นำกันเองเพื่อจะได้ถูกใจประชากรกบถ้วนทั่วทั้งบึง และวาดฝันกันว่าหากเลือกได้ผู้นำที่ดี วันหนึ่งกบอาจสามารถพองตัวให้ใหญ่ได้เท่ากับวัว

เทพเจ้าแม้ไม่ค่อยเห็นด้วยนักด้วยเพราะรู้จักนิสัยกบดี และรู้ว่าเจ้ากบหัวหมอนั้นก็แค่ผ่านไปเห็น และท่องจำคำของมนุษย์เอามาพูด ท่านทรงทราบดีว่าแม้แต่มนุษย์ที่มีปัญญาล้ำเลิศกว่าสัตว์อื่นใดก็ยังมีปัญหากับการเลือกผู้นำ แต่สุดท้ายก็ทนเสียงเซ็งแซ่ของบรรดากบไม่ไหว จึงต้องทรงยินยอม

กาลเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วอายุกบ บรรดากบได้เลือกผู้นำกันเอง แต่ก็ไม่เคยถูกใจได้นาน หาเรื่องเปลี่ยนผู้นำกันเป็นว่าเล่น
ได้ขอนไม้เป็นผู้นำ ก็ไม่เอา
ได้อาชาแคระเป็นผู้นำ ก็ไม่เอา
ได้คชสารสีชมพูเป็นผู้นำ ก็ไม่เอา
ได้ดาวเทียม เป็นผู้นำ ก็ไม่เอาอีก

ผู้นำทุกรายล้วนลงจากตำแหน่งไปด้วยข้อหารุนแรงเลวทรามต่างๆนาๆ ที่บรรดาฝูงกบสรรหามาให้ ก็ผู้นำพวกมันก็เลือกกันมาเอง ด้วยกติกาที่พวกมันเขียนกันขึ้นมาเองนั่นหล่ะ

จากชีวิตดั้งเดิมที่เคยคิดเรื่องทำมาหาแมลงกิน มีความสุขตามอัตภาพ ฝูงกบก็มาแตกแยกกัน เพราะต่างเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ให้ความเห็นตัวเองโตเท่าวัว ความเห็นกบตัวอื่นเท่าแมงกระจั๊ว บางครั้งถึงขั้นแลบลิ้นมาทำร้ายกันเพราะคิดไม่เหมือนกัน นกกระสาที่หากินอยู่ริมบึงคงนึกรำคาญเจ้ากบ เลยลงมายึดตำแหน่งผู้นำอยู่พักใหญ่ แต่อาจด้วยความเกรงใจเทพเจ้า หรืออาจเพราะนกกระสาตัวนี้ค่อนข้างมังสวิรัติ มันจึงไม่กินกบ (อาจมีก็เพียงจิกกบหัวรั้นบางตัว ด้วยความหมั่นไส้)

เมื่อนกกระสาจากไป ฝูงกบเลือกผู้นำกันใหม่อีกครั้งได้พญาสุกร มาเป็นผู้นำแป๊บเดียว แทนที่จะเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาเสียที แต่ฝูงกบก็มิได้นำพา…….

นิทานเรื่องนี้ยังไม่จบ แต่สอนให้รู้แล้วว่า
1.ไม่ควรปกครองกบด้วยระบอบประชาธิปไตย
2.หากอยากเป็นประชาธิปไตย ก็จงเลิกทำตัวเป็นกบ
3.ผู้นำที่ดีควรจะสอนให้กบรู้จักตัวเอง ไม่ใช่วาดฝันหลอกเจ้ากบว่าโตขึ้นจะกลายเป็นวัว
4.อึ่งอ่างไม่สามารถพองตัวให้เท่าวัวฉันใด กบก็ทำไม่ได้เช่นกัน หากพยายามต่อไปก็คงพบจุดจบไม่ต่างกับเจ้าอึ่งอ่างตัวนั้น
5.การเอากะลามาครอบ ไม่ใช่วิธีป้องกันภัยจากนกกระสา
6.นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานหลอกเด็ก ผู้ใหญ่โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

นิทานความรัก

 

“จากหมู่ดาวสวยพราวพร่าง พระเจ้าได้สร้างโลกไว้
แบ่งเอาซี่โครงมากลาย ร่างเป็นผู้ชายคนหนึ่ง

 

แล้วจึงสร้างผู้หญิง สะสวยงดงามติดตรึง
ปั้นจากกระดูกถูกดึงข้างซ้ายชายโครงตรงหัวใจ
จากร่างกายของชายแรก เลือดเนื้อจึงก่อเกิดกาย
เพื่อเคียงคู่กันเรื่อยไป ตราบจนฟ้าดินเดือนดับ”

 

นิทานความรัก/ศุ บุญเลี้ยง

เมื่อตาต่อตาเรามาเจ๊อะกัน

 

“รู้ตัวรึเปล่าว่าเธอสวย มองฉันบ่อยๆสิเธอจ๋า ฉันสุขอุราเพราะตาของเธอ”

ตา/สุรพล สมบัติเจริญ

สงกรานต์ 51

เย็นๆ วันที่13 ขับรถไปกินข้าวเย็นกับพี่ แถวๆวงแหวนบางแค
ถนนโล่งอยู่ดีๆก็เจอรถติดเฉียบพลัน  เปรยกันพอได้ยินว่า
“อุบัติเหตุ แหงๆ”
คิวรถติดค่อยๆ ขยับตามกันไปทีละนิด ภาพเหตุการณ์ข้างหน้าก็ค่อยๆ เผยให้เห็นทีละน้อย

ขันพลาสติก สีสดใส….

รองเท้าแตะขาดๆ ข้างหนึ่ง…

เสื้อยืดเปียกๆ ม้วนกองคล้ายผ้าขี้ริ้ว…

ถังน้ำใบใหญ่ แตกยับเยิน

รถมูลนิธิ เปิดหวอ…มีเจ้าหน้าที่ยืนโบกรถให้ทาง

มีผู้ชายหน้าตาตื่น นั่งอยู่ข้างถนน  ตัวเปียก…….โชก………เลือด :(

แล้วก็เห็น รถกระบะสีเทาใหม่เอี่ยมหงายท้อง ห้องโดยสาร ยับยู่ยี่ (คนขับไม่น่ารอด)

รอบๆ นั้นมีคนเจ็บนั่ง และนอน โอดโอย เกือบสิบคน

มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิ 2-3 คน ตะโกนโหวกเหวกที่คูน้ำข้างทาง  คาดว่าน่าจะมีคนกองๆ อยู่แถวนั้นอีกจำนวนหนึ่ง

เฮ้อ……….เศร้าหว่ะ  Undecided

แค่ผมต้องการจะไปทางขวา

ที่เมืองโน้น หากจะไปทางขวาเพียงเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาผมก็ไปได้ แต่ไม่ใช่ที่นี่

หากจะไปทางขวา ผมต้องเลี้ยวซ้ายเพื่อไปกลับตัวที่ทางแยก

บางแห่งต้องชิดขวาเพื่อกลับตัว  บางแห่งต้องชิดซ้ายเพื่อกลับตัว

บางที่กลับตัวใต้สะพาน บางที่กลับตัวบนสะพาน

กลับตัวตรงกลางยังเคยเจอ……………….เอ้อ เอาสิ :P

ถ้ามัวเงอะงะเข้าผิดช่องทาง ก็ต้องไปลุ้นเอาที่แยกต่อไป และจะยิ่งทำให้การกลับสู่เส้นทางเดิมยากขึ้นเรื่อยๆ

(ผมเคยทำสถิติ เงอะงะถึงสามครั้งติดต่อกัน)

“ถ้าจะเลี้ยวขวาให้ชิดซ้าย หากจะเลี้ยวซ้ายให้ชิดขวา”

ความเคยชินคงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร กับตรรกะแปลกๆ ทำนองนี้

……………..

ที่นี่..ถึงคุณจะรู้จุดหมายก็ใช่ว่าจะไปถึงมัน  ต่อให้จำแผนที่ได้ทั้งเมืองก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปถึงได้โดยสะดวก

เมืองนี้มีเส้นทางมากมายให้เลือกเพื่อจะไปสู่ที่หมาย

มีทางด่วนที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม มีทางลัดที่มักจะพาหลง มีทางตันที่มักไม่มีป้ายเตือน

มีทาง One-way มี Bus lane มีทางสัญจรเฉพาะวัน เฉพาะช่วงเวลา

มีกฎ มีข้อบังคับ ที่ต้องเรียนรู้และจดจำเอาเอง แม้ไม่มีป้ายหรือสัญลักษณ์บอกกล่าวไว้

มีป้ายหรือสัญลักษณ์บางอย่างในบางจุดที่ต้องมองข้ามไป เนื่องจากไม่มีใครเคยใส่ใจ

ระยะขจัดจากต้นทางถึงจุดหมาย ที่ดูเหมือนไม่ห่างกันเท่าไหร่ แต่ความซับซ้อนของเมืองทำให้มันไกลกันเหลือเกิน

อาจเพราะความซับซ้อนเป็นเรื่องปกติ ของสังคมที่นี่ การคิด การทำอะไรง่ายๆ ซื่อๆ ตรงๆ นั่นจะทำให้ชีวิตยุ่งยาก

บางครั้งอาจทำให้คนอื่นๆ ระแวง คิดว่าเราแผนสูงไปเสียฉิบ  (ฮา)

ก็อย่างที่บอก ผู้คนที่นี่ คิดและทำอะไรซับซ้อนจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

24 ตุลาคม 2548

 

เมืองใหญ่เมืองนี้/เรวัติ พุทธินันท์

งาน(ที่มีน้ำ)หนัก

     “ผมไม่ทำงานหนัก ผมอยากทำงานที่มีน้ำหนัก”  

      “แต่โลกมันหมุน…. เราต้องหาความพอดีไปเรื่อย อะไรเปลี่ยนนิดหน่อย มันเริ่มไม่พอดีแล้ว เพราะโลกมันหมุนไง ถ้าเราเจอแก่นหลัก เจอความชอบของเราแล้ว มันก็ไม่ยากที่จะ ปรับตัวตามกระแส โดยที่ยังมีจุดยืน”  

     “ต้องจัดการเวลาให้ได้ เพราะเวลาเป็นสิ่งเดียวที่มันกำหนดคุณ มีเงินแสนหนึ่งอยากจะเพิ่มหรือลด เรากำหนดมันได้พอสมควร แต่กับเวลามันยาก ถ้าโตแล้วกลับไปเป็นเด็กไม่ได้ แก่แล้วแก่เลย ถ้าใครจัดการกับเวลาได้ ผมว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ชีวิต พอดี”

     “ใครทำให้ผมเสียเวลา คนนั้นสมควรได้รับการลงโทษที่สุด เสียเงินยังหาคืนได้ แต่เสียเวลานี่รุนแรง….”

     “ถามว่าผมอยากรวยมั้ย…ไม่  แต่ถ้าจนสิ่งที่อยากทำมากมายจะไม่ได้ทำ ผมมีความต้องการในชีวิตเยอะ อยากมากกว่าคนรวยอีกผมจึงไม่ยอมจนเด็ดขาด นี่เป็นคาถาของผมเลย”   

 

บทสัมภาษณ์ ศุ บุญเลี้ยง จาก OPEN ฉบับที่ 24/2544

เสียงในความทรงจำ/วรพจน์ พันธุ์พงศ์

เรื่องสำคัญ

หากใครสักคน รักดอกไม้ดอกหนึ่ง

ที่มีเพียงดอกเดียว ท่ามกลางดาวนับล้านดวง

และเขาก็มีความสุขมากพอ กับการได้นั่งมองแล้วบอกตัวเองว่า

“ดอกไม้ของฉันอยู่ที่นั่น..อยู่บนดาวดวงนั้น”

แล้วหากว่าแกะกินดอกไม้นั้นไปเสีย

สำหรับเขาแล้วราวกับดาวทุกดวงดับลงในพริบตา

นี่ ยั ง ไ ม่ ใ ช่ เ รื่ อ ง สำ คั ญ อี ก ห รื อ

Le Petit Prince

Antoine de Saint-exupery

ฟ้า..คลื่นลมซัดมา ก็หวั่นไหว

ชีวิตคือการเดินทาง หนึ่งชีวิตอาจมีเรื่องให้ต้องออกเดินทางหลายคราว

เรือที่ลอยคว้างกลางทะเลอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยตามแต่กระแสคลื่นลมจะพัดพาไป อย่างนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเดินทาง”  

จุดหมายแห่งการเดินทางของแต่ละคน ต่างกันไป

จุดหมายแห่งการเดินทางในแต่ละครั้งของแต่ละคนก็ต่างกันไป

จุดหมายไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทาง แต่จำเป็นต้องมี 

หากมีเพียงจุดหมาย แต่ไม่ออกเดินทาง ก็คงไร้ค่าเช่นกัน

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือการเริ่มต้น “ออกเดินทาง”

อย่ากลัวการเดินทาง…เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ การเดินทางอย่างไร้จุดหมาย

เราไม่อาจรู้ได้ว่า การเดินทางในแต่ละครั้งจะจบลงอย่างไร

ที่ทำได้ก็เพียงกำหนดจุดหมายปลายทาง และจัดการเวลาของชีวิต ระหว่างการเดินทาง  

ยามเช้า เมื่อตื่น สบตาแสงแรกของวัน ที่เส้นขอบน้ำ

ช่วงสาย ใช้ปัญญา วางแผน ประเมินเส้นทางหาทิศที่จะไปสู่จุดหมาย ระมัดระวังหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง จุดอันตราย

ใช้แรงกายและแรงใจ ขับเคลื่อน ก้าวเดินไปตามเส้นทางที่เลือกเอง

ใช้สติ และความอดทน  แก้ปัญหาในยามคลื่นลมแรง หรือฝนฟ้าคะนอง

บางคราคลื่นลมอาจพาออกนอกเส้นทางไปบ้าง ตั้งสติได้ก็เพียงปรับหางเสือ หันหัวเรือกลับ

หากเหนื่อยล้า จะหย่อนสมอ หยุดพักเสียบ้างคงไม่เสียหายอะไร

ตกบ่าย แวะทักทาย เพื่อนร่วมทางลำอื่นๆ หรือเพื่อนร่วมโลกน้อยใหญ่ ที่พบเจอ

เย็นย่ำ ไม่ลืม ชื่นชมแสงสีที่เส้นขอบฟ้า ก่อนอาทิตย์ลับ อีกครั้ง

ค่ำคืน หากฟ้าเปิด ก็ถ่างตาคุยกับดาวเดือนสักครึ่งคืนให้ชื่นใจ

ยามหลับตาพักผ่อน ก็ฝันถึงจุดหมายตามสมควร เพื่อเป็นกำลังใจให้กับวันรุ่งขึ้น  

ท้ายที่สุดของการเดินทาง…..

หากถึงซึ่งจุดหมายที่หวังไว้ ก็ชื่นชมปรีดา ให้สมความพากเพียร

หากแม้ไม่สามารถไปถึง ก็จงอิ่มใจที่ได้เดินทาง เรียนรู้ความผิดพลาด เป็นประสบการณ์

ไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้จะจบอย่างไร การเดินทางครั้งใหม่ก็มารออยู่แล้ว

เตรียมตัวให้พร้อม  เพื่อเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง  

บันทึกที่บ้านภูเก็ต/30-07-05

เรือลำหนึ่ง /ธนพล อินทฤทธิ์

ดอกกุหลาบของฉัน

     “ฉันควรจะรู้จักตัดสินเธอ จากการกระทำของเธอ มิใช่คำพูดของเธอ เธอทำให้โลกของฉันหอมหวลแจ่มใส ฉันควรจะเห็นความอ่อนหวาน ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเจ้าเล่ห์แสนกลของเธอ”

      “ดอกกุหลาบดอกเดียวนั้น มีความสำคัญกว่าอื่นใดทั้งหมด เพราะเป็นดอกกุหลาบซึ่งฉันได้รดน้ำ เพราะว่าฉันได้ถนอมไว้ในฝาครอบ และเพราะว่าเป็นดอกกุหลาบของฉัน  ฉันจึงได้หาฉากมาบังลม ฉันได้ฆ่าตัวหนอน (ยกเว้นบางตัวซึ่งฉันปล่อยให้เป็นผีเสื้อ) ฉันจึงยอมฟังเธอบ่น ฟังเธอโอ้อวด  แม้กระทั่งฟังเธอนิ่งเงียบ ทั้งนี้ ทั้งนั้นเป็นเพราะว่า  เธอเป็นดอกกุหลาบของฉัน” 

Le Petit Prince

Antoine de Saint-exupery

ถ้าแพ้…

     “โซเครติสนักปรัชญาชาวกรีกได้แสดงความกังวลในสถานการณ์หนึ่ง  เป็นสถานการณ์ทหารกำลังหนุนรอที่จะเข้าไปสมทบแนวหน้าเพื่อขับไล่ศัตรู ทหารที่อยู่แนวหลังอาจรอดูว่า แนวหน้าสามารถยันข้าศึกได้หรือไม่

     ถ้าหากว่ากองหน้าทำสำเร็จ ตัวเขาซึ่งอยู่กองหลังก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปสมทบ แต่ถ้าเขายังอยู่ในสนามรบก็มีโอกาสบาดเจ็บหรือถูกฆ่าได้เหมือนกัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าเห็นว่าข้าศึกมีโอกาสชนะ โอกาสที่เขาจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ยิ่งสูงขึ้น ทางที่ดีก็ควรหนีเอาตัวรอด

     เท่ากับว่า ไม่ว่าสถานการณ์ใด “การหนี”คือทางเลือกที่ดีที่สุด

     สมัยที่คอร์เตสแห่งสเปน ยกทัพเรือขึ้นฝั่งที่เม็กซิโก โดยมีกำลังอยู่เพียงเล็กน้อย จึงเป็นสาเหตุให้ทหารรู้สึกหวาดกลัวที่จะสู้กับข้าศึกที่มีกำลังมากกว่า คอร์เตสจึงสั่งเผาเรือที่ยกพลมา เพื่อตัดทางเลือกที่จะถอย

     ทางเลือกเดียวที่เหลือคือ ต้องสู้ให้ชนะ

     พระเจ้าตาก ก็ใช้กลยุทธ์ ทุบหม้อข้าวก่อนยกทัพเข้าตีเมืองจันทร์

     เครื่องบิน KAMIKASE ของกองทัพญี่ปุ่น บรรจุอาวุธ และเชื้อเพลิงเฉพาะขาไป เท่านั้น

…………

หนึ่งในสาเหตุของความพ่ายแพ้ ก็คือ การใช้เวลาที่มีค่า ไปคิดหาคำตอบว่า

“ถ้าแพ้จะทำอย่างไร…..”

“ถ้าทำพลาดจะเป็นอย่างไร…”

“ถ้าผิดหวังจะทำอย่างไร…”

ไม่ต่างกับนักมวยที่ก้าวขึ้นเวทีโดยไม่คิดต่อสู้ ไม่คิดป้องกัน คิดอยู่เพียงจะทำอย่างไรให้เจ็บตัวน้อย ลงนอนท่าไหนจึงจะดูดี

แน่นอนว่า…เขาย่อมไม่มีทางชนะ

ทั้งที่จริงแล้ว เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะ มีอยู่ตลอดเกมการแข่งขัน โอกาสน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาส เพียงแค่มีสมาธิและคว้าไว้ให้ทัน  ทางออกของความพ่ายแพ้มันไม่ยากหรอก ไม่ต้องไปรีบคิด

     เมื่อครั้ง โธมัส อันวา เอดิสัน ล้มเหลวกับหลอดไฟดวงที่ แปดสิบสี่ เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี แล้วกล่าวว่า

     “ก็แค่ อีกขั้นตอนหนึ่งจาก หมื่นขั้นตอน เพื่อประดิษฐ์หลอดไฟ”

……

ด้วยเหตุนี้ อย่าถามผมว่า “ถ้าผลมันออกมา ไม่ใช่อย่างที่หวัง จะทำอย่างไร”

ผมไม่มีคำตอบ เพราะตอนนี้ผมรู้เพียง

“ถ้าไม่เห็นโอกาสของความสำเร็จ..คุณไม่เห็นผมในสนามหรอก”

8 มีนาคม 2549

Next Page »